Head News

ข่าวเด่น
แจ้งให้ทราบ
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\isoctp4.png'
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\isoctp4.png'
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\250555.png'
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\060855.png'
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\230755.png'
  • Lack of access rights - File '\images\pic_information\150855.png'

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ชี้แจงถึงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับความจำเป็นเพื่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

isoctp4

 

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.ภาค 4 สน.

ชี้แจงถึงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับความจำเป็นเพื่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวจากองค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ออกมารณรงค์ปลุกกระแสให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตามที่ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซต์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมชักชวนพี่น้องประชาชนเขียนข้อความในจดหมายสันติภาพ หรือโปสการ์ดส่งถึงองค์การสหประชาชาติ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
     โดยการเรียกร้องยกเลิกในครั้งนี้ ให้เหตุผลโดยรวมว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่สามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินต่อประชาชนได้ ขณะเดียวกัน ยังเอื้อให้เกิดเงื่อนไขการหล่อเลี้ยงวงจรความรุนแรง ที่มาจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ ที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยปราศจากกลไกเอาผิดได้ จนเกิดเป็นวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะมาตรา 17 เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแต่อย่างใด
ย้อนดู....มาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

 

 

     "พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิ์ผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วย ความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่”


     พลโท อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้เน้นย้ำ มาตลอดว่า “ผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีและถูกลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมายและไม่ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชน”


     สำหรับขั้นตอนของเจ้าหน้าที่นั้น ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะมาตรา 12 สรุปได้ว่า..การจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยจะต้องร้องขอต่อศาล เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้วมีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำหนดซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นในลักษณะผู้กระทำผิดไม่ได้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมต่อ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้เจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อเมื่อครบกำหนด หากต้องการควบคุมต่อไปให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา....จะเห็นได้ว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุนเฉินฯ มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจน ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมาย หากเห็นว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ละเมิดสิทธิมนุษยชน...ตามที่อ้าง

     ฉะนั้นไม่ว่าจะรณรงค์คัดค้านยกเลิก หรือไม่ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะต้องมีคำถามจากผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์รุนแรงสะท้อนกลับอย่างหลากหลาย เช่น ฝ่ายรักษาความมั่นคงอาจจะบอกว่า ก็ขนาดประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้อยู่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ถ้าหากเลิกใช้จะเป็นอย่างไร หรือพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวไทยพุทธ กลุ่มครู หรือกลุ่มผู้สูญเสียจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มก่อความไม่สงบ เขาจะปลอดภัยได้อย่างไร หากต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

     ฉะนั้น จึงไม่ควรใช้วิธีรณรงค์ต่อต้านเพียงฝ่ายอย่างเดียว แต่ควรรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงบ้าง เช่น ชุมชนที่อาศัยในตัวเมืองยะลา ปัตตานี นราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า หรือการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านในหลายๆพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกร้องไม่ให้ถอนทหารออกจากชุมชน รวมทั้งกลุ่มครูก็ต้องการให้ฝ่ายรักษาความมั่นคงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นกับพวกเขาด้วย หรือแม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความมั่นคงของรัฐเองก็ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงแทบจะทุกวัน

     ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะของการก่อการร้าย มีแนวร่วมขบวนการก่อการร้ายที่ชัดเจน ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปที่จะใช้ประมวลกฎหมายอาญาคลี่คลายสถานการณ์ได้ จึงจำเป็น ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยที่ต้องใช้กำลังพล เพื่อให้สามารถระดมกำลังพลจากหน่วยต่างๆ ทั้ง ทหาร ตำรวจและพลเรือน ให้มีสถานะเป็น "เจ้าพนักงาน" ในการประกอบกำลังเพื่อปฏิบัติภารกิจคุ้มครองความปลอดภัยชีวิต ทรัพย์สิน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ หากเมื่อใดเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เหลือเฉพาะแต่กฎหมายธรรมดา ฝ่ายที่จะใช้อำนาจตรวจค้นจับกุมได้ ก็มีเพียงตำรวจกับศาลเท่านั้นเอง...ส่วนทหารจะปฏิบัติการอะไรไม่ได้เลย แล้วกำลังตำรวจที่มีอยู่ จะเพียงพอกับภารกิจที่รับผิดชอบได้หรือไม่มีรัฐบาลชุดไหนอยากใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้าเลิกได้คงเลิกไปนานแล้ว เพราะคงไม่มีใครอยากให้ประเทศชาติหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินหรือสถานการณ์ความไม่มั่นคง

 

 


อ้างอิง : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า     

ศทส.สบป.กอ.รมน.รวบรวม     

สนย.กอ.รมน. เอื้อเฟื้อเรื่องและภาพ